Skip to content

การวัด Leaf Area Index

ดัชนีพื้นที่ใบ (Leaf Area Index หรือ LAI) คือ พื้นที่ใบทั้งหมด (วัดเพียงด้านเดียว) ต่อหน่วยพื้นที่ดิน ค่า LAI เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถของพืชในการสังเคราะห์แสงและการผลิตมวลชีวภาพ (dry matter)

เนื่องจากการวัดพื้นที่ใบมีความยุ่งยากและเสียเวลามาก จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง ดังนี้:

  1. การสุ่มตัวอย่าง: สุ่มเลือกหน่วยสุ่มขนาด 2 กอ x 2 กอ จำนวน nn ชุด จากพื้นที่ทดลองในพล็อต (ไม่รวมพื้นที่ขอบ) โดยทั่วไปการใช้ n=3n=3 (รวม 12 กอต่อพล็อต) จะให้ความแม่นยำเพียงพอ (อ้างอิงตารางที่ 16)

  2. นับจำนวนหน่อ: นับจำนวนหน่อทั้งหมดในกอตัวอย่างทั้งหมด

  3. คัดเลือกหน่อตัวอย่าง: จากกอตัวอย่าง ให้เลือกหน่อที่มีลักษณะเป็นตัวแทนที่ดี (representative tillers) จำนวนหนึ่ง (เช่น 5-10 หน่อต่อหน่วยสุ่ม)

  4. วัดพื้นที่ใบ: วัดพื้นที่ใบของหน่อตัวอย่างโดยใช้เครื่องวัดพื้นที่ใบ (Leaf area meter) หรือใช้วิธีทางอ้อม (วัดความกว้าง xx ความยาว xx 0.75)

  5. คำนวณพื้นที่ใบทั้งหมด:

    • พื้นที่ใบทั้งหมดต่อหน่วยสุ่ม =จำนวนหน่อทั้งหมดจำนวนหน่อตัวอย่าง×พื้นที่ใบของหน่อตัวอย่าง= \frac{\text{จำนวนหน่อทั้งหมด}}{\text{จำนวนหน่อตัวอย่าง}} \times \text{พื้นที่ใบของหน่อตัวอย่าง}
  6. คำนวณดัชนีพื้นที่ใบ (LAI):

    • LAI =พื้นที่ใบทั้งหมดพื้นที่ดินของหน่วยสุ่มนั้น= \frac{\text{พื้นที่ใบทั้งหมด}}{\text{พื้นที่ดินของหน่วยสุ่มนั้น}}

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

Section titled “ข้อแนะนำเพิ่มเติม”
  • ระยะเวลาการวัด: การวัด LAI มักทำในระยะข้าวออกดอก (heading stage) ซึ่งเป็นช่วงที่มีพื้นที่ใบสูงสุด

  • ขนาดตัวอย่าง: จากตารางที่ 16 พบว่าความแปรปรวนของการวัด LAI ระหว่างกอภายในพล็อตมีค่าค่อนข้างต่ำ ดังนั้นการสุ่มเพียง 3 หน่วยสุ่ม (หน่วยละ 4 กอ) จึงเพียงพอสำหรับพล็อตขนาดปรกติ

  • ความระมัดระวัง: การสุ่มวัด LAI เป็นวิธีการที่ต้องทำลายพืช (destructive sampling) ดังนั้นต้องวางแผนตำแหน่งการสุ่มในพล็อตให้ดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิต (อ้างอิงบทที่ 16 และ 17)