6 ความไม่สม่ำเสมอของดิน
ความไม่สม่ำเสมอของดิน (Soil heterogeneity) หมายถึงความไม่เป็นเนื้อเดียวกันของดินจากส่วนหนึ่งของพื้นที่ไปยังอีกส่วนหนึ่ง แม้ในพื้นที่ขนาดเล็ก ดินก็อาจมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านเนื้อดิน (texture) การระบายน้ำ ความชื้น และธาตุอาหารที่พืชนำไปใช้ได้ ความแปรปรวนนี้มักปรากฏอยู่เสมอแม้ในพื้นที่ที่ดูเหมือนจะสม่ำเสมอกัน จากการทดลองความสม่ำเสมอ (Uniformity trials) ในฟาร์มทดลองของ IRRI พบว่าผลผลิตข้าวมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละส่วนของพื้นที่ รูปแบบที่พบได้บ่อยในนาข้าวลุ่มคือการเปลี่ยนแปลงระดับผลผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไป (gradual change) จากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง มากกว่าความแตกต่างแบบเป็นหย่อมๆ (patchy differences)

6.1 ผลของความไม่สม่ำเสมอของดิน
ความไม่สม่ำเสมอของดินเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการทดลองภาคสนาม ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการสรุปผลจากข้อมูลผลผลิต หากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม จะเพิ่มความคลาดเคลื่อนจากการทดลองและลดความแม่นยำของผลการทดลองลง
6.2 การลดความไม่สม่ำเสมอของดิน
วิธีพื้นฐานในการลดปัญหามีดังนี้:
หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีประวัติการทดลองที่ส่งผลต่างกันต่อสภาพดิน: เช่น พื้นที่ที่เคยใช้ทดลองปุ๋ย พันธุ์ข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวต่างกัน หรือระยะปลูกที่ต่างกัน หากจำเป็นต้องใช้พื้นที่ดังกล่าว ควรปลูกพืชที่สม่ำเสมอกันหนึ่งรอบหรือมากกว่าก่อนจะเริ่มการทดลองใหม่
หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เคยมีทางเดิน (alleys) ที่ไม่ได้ปลูกพืชในฤดูกาลก่อน: เพราะพืชที่ปลูกในจุดที่เป็นทางเดินเก่ามักเจริญเติบโตได้ดีกว่าปกติ
ใช้พื้นที่ที่มีข้อมูลประวัติการใช้ประโยชน์ที่ดิน: ข้อมูลนี้จะช่วยระบุสาเหตุที่เป็นไปได้ของความไม่สม่ำเสมอที่เพิ่มขึ้น เพื่อหามาตรการแก้ไขที่เหมาะสม
การทำ Uniformity trial: หากเป็นไปได้ ควรปลูกพืชพันธุ์เดียวทั้งพื้นที่ด้วยการจัดการที่สม่ำเสมอ เพื่อสร้างแผนที่ความอุดมสมบูรณ์ (Fertility contour maps) ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยในการวางแนวแปลงและบล็อกให้ถูกต้องในงานทดลองถัดไป
6.3 การลดอิทธิพลของความไม่สม่ำเสมอของดิน
แม้เราจะกำจัดความไม่สม่ำเสมอของดินออกไปไม่ได้ทั้งหมด แต่เทคนิคการทดลองที่ถูกต้องสามารถลด “ผลกระทบ” ของมันได้:
เลือกแผนการทดลองที่เหมาะสม: ใช้การจัดกลุ่ม (Blocking) ที่สอดคล้องกับรูปแบบความแปรปรวน เช่น ใช้ RCB สำหรับแนวความอุดมสมบูรณ์ทิศทางเดียว หรือ Latin Square สำหรับสองทิศทาง
เลือกขนาดและรูปร่างแปลงที่เหมาะสม: เช่น ใช้แปลงขนาดค่อนข้างใหญ่สำหรับดินที่มีความแปรปรวนแบบเป็นหย่อมๆ หรือใช้แปลงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเมื่อไม่ทราบรูปแบบดินที่ชัดเจน
การวางแนวแปลงและบล็อกที่ถูกต้อง: จัดวางบล็อกให้ความแตกต่างระหว่างบล็อกมีค่าสูงสุด และแปลงภายในบล็อกมีความสม่ำเสมอมากที่สุด (วางแนวแปลงด้านยาวไปตามทิศทางที่มีความแปรปรวนสูงสุดภายในบล็อก)
เพิ่มจำนวนซ้ำ: สำหรับความแม่นยำในระดับเดียวกัน พื้นที่ที่มีดินไม่สม่ำเสมอต้องการจำนวนซ้ำมากกว่าพื้นที่ที่มีดินสม่ำเสมอ
